หน้าแรก / บทความ / ภาษีบุคคลธรรมดา
ภาษีบุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดาทำธุรกิจ
หักค่าใช้จ่ายอย่างไร
ให้ประหยัดภาษีที่สุด?

18 กรกฎาคม 2568 อ่าน 7 นาที 2,481 ครั้ง 12 ความเห็น
฿ รายได้ของคุณ แบบแสดงรายการภาษี ประหยัด ภาษี ภาษีที่เหมาะสม เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่ถูกต้อง = ประหยัดภาษีได้มหาศาล

สำหรับ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการรายย่อย ที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) รายได้ทั้งหมดจากการทำธุรกิจจะถูกจัดเป็น "เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5–8" ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีหลักๆ เพื่อนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การเลือกวิธีที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้อย่างมหาศาล มาทำความเข้าใจกันว่าแต่ละวิธีคืออะไร และแบบไหนเหมาะกับคุณมากกว่า

1. ทำความเข้าใจสูตรคำนวณภาษีก่อน

ก่อนจะเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย ต้องเข้าใจสูตรการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก่อน โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก

สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขั้นตอนที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายได้ทั้งหมด รายได้ All Income หักค่าใช้จ่าย 60% หรือจริง Expense Deduction ค่าลดหย่อนส่วนตัว ลดหย่อน Personal Allowance = เงินได้สุทธิ ฐานภาษีจริง Net Taxable Income ขั้นตอนที่ 2 — คำนวณภาษี เงินได้สุทธิ × อัตราขั้นบันได = ภาษีที่ต้องชำระ จำนวนเงินจริง อัตราขั้นบันได 0%, 5%, 10% 15%, 20%, 25% 30%, 35%

2. ประเภทเงินได้ 5–8 และอัตราหักที่แตกต่างกัน

ก่อนเลือกวิธีหัก ต้องรู้ก่อนว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ในประเภทใด เพราะอัตราหักเหมาแตกต่างกันในแต่ละประเภท

ประเภทเงินได้ ลักษณะรายได้ หักเหมา ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่าเช่าบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เรือ เครื่องจักร 10–30% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชีรับอนุญาต 30–60% ประเภทที่ 7 รับเหมา (มีค่าของ) รับเหมาก่อสร้างที่ผู้รับเหมาจัดหาวัสดุเอง 60% ประเภทที่ 8 ★ ธุรกิจทั่วไป — บทความนี้ ขายของออนไลน์ ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และอื่นๆ *เฉพาะ 43 ประเภทตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 60%*

3. วิธีที่ 1: หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (Standard Deduction)

วิธีนี้ ง่ายที่สุด ไม่ต้องทำบัญชีรายจ่าย ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ กฎหมายกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาไว้ที่ 60% ของรายได้ สำหรับเงินได้ประเภทที่ 8 เช่น ขายของออนไลน์ เปิดร้านอาหาร ธุรกิจบริการบางประเภท

💡 ตัวอย่างการคำนวณ

รายได้จากขายของออนไลน์ปีนี้ 1,000,000 บาท
→ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% = 600,000 บาท
→ เหลือเงินได้สุทธิ = 400,000 บาท (ก่อนหักค่าลดหย่อนส่วนตัว เช่น ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท)
→ นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได

เหมาะสำหรับใคร?

  • ธุรกิจที่มีกำไรต่อชิ้นสูง หรือมีต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% ของรายได้
  • ผู้ที่ไม่มีเวลาทำบัญชีรายจ่าย หรือไม่สะดวกเก็บเอกสารใบเสร็จต่างๆ
  • ธุรกิจที่มีรายได้หลายช่องทาง ยากต่อการแยกค่าใช้จ่ายตามจริง

4. วิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่ายตามจริง (Actual Expense)

หากธุรกิจมีต้นทุนสูงมาก เช่น ซื้อมาขายไปที่มีกำไรบางๆ (ต้นทุน 70–80% ของราคาขาย) การเลือกหักแบบเหมา 60% จะทำให้เสียภาษีแพงเกินจริง การหักตามจริงจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่มีเงื่อนไขสำคัญ

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติครบทุกข้อ

1. ค่าใช้จ่ายต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบธุรกิจ
2. ต้องมีเอกสารพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน (ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน / ใบสำคัญรับเงิน)
3. ต้องทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย แสดงรายละเอียดยอดเข้า-ออกในแต่ละวัน

เอกสาร 6 ประเภทที่ต้องเตรียมให้ครบ

ใบกำกับภาษี

ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษีครบ

ใบเสร็จรับเงิน

พิสูจน์การจ่ายเงินจริง

สลิปโอนเงิน

ยืนยันรายการธนาคาร

ใบสำคัญรับเงิน

ใช้เมื่อผู้รับไม่มีใบเสร็จ

สัญญาต่างๆ

สัญญาเช่า สัญญาจ้าง

รายงานเงินสดรับ-จ่าย

บันทึกทุกวันอย่างครบถ้วน

5. เปรียบเทียบชัดๆ: เลือกแบบไหนคุ้มกว่า?

วิธีที่ 1 — Flat Rate

หักแบบเหมา

60%
ของรายได้ทั้งหมด
  • ✓ ไม่ต้องเก็บเอกสาร
  • ✓ คำนวณง่าย รวดเร็ว
  • ✓ โอกาสโดนตรวจน้อยกว่า
  • ✗ ไม่เหมาะหากต้นทุน > 60%
✅ เหมาะกับ: ธุรกิจที่ต้นทุนจริง < 60% ของรายได้
วิธีที่ 2 — Actual Cost

หักตามจริง

ตามจริง
พิสูจน์ด้วยเอกสาร
  • ✓ ประหยัดมากถ้าต้นทุนสูง
  • ✓ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • ✗ ต้องมีเอกสารครบทุกใบ
  • ✗ โอกาสโดนตรวจสอบสูงกว่า
✅ เหมาะกับ: ธุรกิจที่ต้นทุนจริง > 60% ของรายได้
ปัจจัย หักแบบเหมา (60%) หักตามจริง
ความสะดวก สูงมาก ไม่ต้องเก็บเอกสาร ต้องเก็บเอกสารและทำบัญชี
ต้นทุนจริงที่เหมาะ ต้นทุน < 60% ของรายได้ ต้นทุน > 60% ของรายได้
ความเสี่ยงถูกตรวจ โอกาสต่ำกว่า มีโอกาสถูกขอเอกสารมากกว่า
ยืดหยุ่นปีต่อปี เลือกเปลี่ยนได้ทุกปี เลือกเปลี่ยนได้ทุกปี
ภาษีที่ประหยัดได้ ดีถ้าต้นทุนต่ำ ดีมากถ้าต้นทุนสูง

6. ลองคำนวณดูว่าแบบไหนประหยัดกว่า

ป้อนข้อมูลธุรกิจเพื่อดูว่าวิธีไหนช่วยให้เสียภาษีน้อยกว่า (การประมาณการเบื้องต้น)

เครื่องคำนวณภาษีเปรียบเทียบ

ผลการเปรียบเทียบ
หักแบบเหมา 60%
หักค่าใช้จ่ายได้
เงินได้สุทธิ
ภาษีที่ต้องจ่าย
หักตามจริง
หักค่าใช้จ่ายได้
เงินได้สุทธิ
ภาษีที่ต้องจ่าย
✓ วิธีที่ประหยัดกว่า

⚠️ เป็นการประมาณการเบื้องต้น ไม่รวมค่าลดหย่อนพิเศษ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นภาษีจริง

7. จุดที่คนมักเข้าใจผิด — อ่านให้ดี!

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1: ประเภทที่ 8 ไม่ได้หักเหมา 60% ได้ทุกธุรกิจ

หลายคนเข้าใจผิดว่าธุรกิจประเภทที่ 8 ทุกประเภทหักเหมา 60% ได้ แต่จริงๆ ต้องเป็น ธุรกิจใน 43 ประเภทตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 เท่านั้น เช่น ซื้อมาขายไป ออนไลน์ ร้านอาหาร — หากอยู่นอกเหนือ ต้องหักตามจริงเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เลือกหักเหมา

⚠️ ความเข้าใจผิดที่ 2: มี "ภาษีขั้นต่ำ" ที่ต้องเปรียบเทียบด้วย

เมื่อเลือกหักตามจริง ยังต้องนำ รายได้ × 0.5% มาเปรียบเทียบด้วย — หากการคำนวณแบบเหมา 0.5% ให้ภาษีสูงกว่า จะต้องจ่ายตามนั้น ดังนั้นการหักตามจริงอาจไม่ได้ประหยัดเสมอไปตามที่คาด

💡 เคล็ดลับ: เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ทุกปี!

สิทธิ์ในการเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายสามารถเลือกแบบ ปีต่อปี — ปีนี้เลือกหักแบบเหมา ปีหน้าเลือกหักตามจริงได้ ควรคำนวณเปรียบเทียบทุกปีก่อนยื่นภาษีเพื่อให้ประหยัดสูงสุด

📋 สรุปแบบเข้าใจง่าย

  1. ต้นทุนน้อยกว่า 60% ของรายได้เลือกหักแบบเหมา 60% — สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเก็บเอกสาร
  2. ต้นทุนมากกว่า 60% ของรายได้เลือกหักตามจริง — แต่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบทุกใบ
  3. ตรวจสอบว่าธุรกิจอยู่ใน 43 ประเภทก่อนอย่าสมมติว่าหักเหมา 60% ได้เสมอ ตรวจสอบพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11
แชร์บทความนี้
ยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจคุณเหมาะกับวิธีไหน?
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี — ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
ติดต่อเราเลย →

บทความที่เกี่ยวข้อง